Wednesday's House ( นับถอยหลังสู่ปีที่ 30 )

ห้องนั่งเล่น

Blog Entryรำลึกอดีต กับ BabapapaAug 20, '08 9:43 AM
for everyone

Blog EntryWhen we escape from the moonlight.Aug 18, '08 8:51 AM
for everyone

24 นี้ครับ เปิดอัลบั้ม When we escape from the moonlight ของวง Sirent Scenery จากประเทศมาเลเซีย ...

 

ไปดูกันไหม ?


Blog Entry23 สิงหา ไม่น่าเลยAug 11, '08 8:44 AM
for everyone

เนื่องจาก เก๋ จองตัวเพื่อ BBB แล้ว ทำให้อด 2 งานที่อยากไปดู เง้อ................

 

 

นี่ก็ อด

 

นี่ก็อด


Blog EntryFAT FILM 6Aug 11, '08 8:06 AM
for everyone

ตั้งใจจะทำหนังสั้น ประกวดกับที่นี่มาตั้งแต่ครั้งที่ 1

แอบตกอกตกใจว่า นี่มันครั้งที่ 6 แล้วเหรอ

 

กำหนดการณ์ ยังไม่ออกครับ

 

Fat Film ภาค 6 เอาเพลงมาทำเป็นหนัง

กลับมาอีกครั้ง  กับภาคต่อที่มีคนรอคอยมากที่สุด
บัดนี้  ได้ฤกษ์เตรียมเปิดโรงแล้ว

Fat Film ภาค 6  เอาเพลงมาทำเป็นหนัง

งานประกวดหนังสั้นมันสุด  ที่ไม่มีใครเหมือน

กติกายังเหมือน 5 ภาคที่แล้วเช่นเดิม  ไม่ว่าจะเป็น  ชื่อเรื่องต้องเป็นชื่อเดียวกับชื่อเพลง , ตัวละครตัวใดตัวหนึ่งในหนัง  จะต้องพูดชื่อของเพลงนั้นหรือมีชื่อเพลงให้เห็นอยู่ในหนังอย่างน้อย 1 ครั้ง , มีบทเพลงนั้นๆอยู่ในหนังอย่างน้อย 1 ครั้ง  สั้นยาวไม่จำกัด  โผล่มาตอนไหน  รูปแบบใดก็ได้ , ความยาวของหนังอยู่ระหว่าง 5 – 10 นาที

ติดตามรายละเอียดได้ที่ 104.5 Fat Radio  และทาง  www.thisisclick.com

 


Blog Entryวันที่ฉันเกิดAug 9, '08 11:41 PM
for everyone
ขออภัยที่ไม่ได้อัพบล็อกใดๆ ในวันที่ 08-08-08

ขอบคุณทุกคนที่มาอวยพรทั้งหน้าบ้าน _ไฮไฟว์ หรือโทรมาทักทายกันครับ


ปีนี้ 29 ขวบแล้ว กำลังจะเเข้า 30 ชีวิตจะขึ้นเลข 3 แล้ว
ย้อนกลับมามองชีวิตตัวเอง ก็คล้ายๆกับว่าเพิ่ง 20 ต้นๆเอง
ชีวิตไม่มีอะไร เงินเดือนมีได้ไม่เคยเก็บ (อาจจะเหลือในบัญชีบ้าง แต่ไม่มาก)
ยังใช้ชีวิตวันๆ อย่างไร้สาระ เหมือนเคยๆ อีกหนึ่งปีที่จะถึงนี้ คงต้องพินิจพิเคราะห์
ทุกสิ่งอย่างในชีวิตให้ดีกว่าเดิม

ปีนี้ดีใจครับ มีคนเฉลิมฉลองวันเกิดอย่างยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งโลกจัดงานวันเกิดให้
ขอบคุณ คนทั้งโลกเลย 555+
แต่เราไม่ได้ดู เพราะทำงาน ทำงานเสร็จก็บึ่งมาเจอน้องสาว
นั่งกินเบียร์คนเดียว หมดไป 2 ขวด กับสปาเก็ตตี้หอยลายที่อยากกิน
ตามเพื่อน ( อุ๊ กะ จักรี + เพื่อน)ไป เมาต่อ (เพื่อนอ้างเมียว่า วันเกิดเอ ต้องมา) แต่เราก็ไม่อยากเข้า
เหนื่อย แต่ด้วยคำพูดที่ว่า "กู สนุกที่สุดในรอบ 3 ปีเลย" เง้อ ......  เลยต้องอยู่เพื่อเพื่อน

กลับคอนโด หลับเป็นตายเพราะเหนื่อยมาก และต้องตื่นเช้าไปสัมนา
แต่ก็แอบเข้าเนตผ่านมมือถือ ว่ามีเพื่อนๆ แวะมาเยี่ยมบ้านหรือเปล่า
เป็นสัญญาณที่ไม่ดีเคยฮะ มันบ่งบอกว่า เราติดเนต แล้ว

อีก 1 ปี จะครบ 30 ขวบ
นี่เป็นข้อสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง หลังจากพินิจถึง 29 ปีที่ผ่านมา
คนเราต้องมองไปข้างหน้าบ้างใช่ไหมครับ

1. เล่นเนตให้น้อยลงอีก
2. จัดสรรค์สตางค์ในกระเป๋า ให้มีตังค์เก็บบ้าง
3. คิดตรึกตรองให้ดีก่อนรับปากใคร เช่น ไปดูคอนเสิร์ต ไปเที่ยว เพราะไม่เหลือตังค์เก็บเลย
4. เวลาถ่ายรูป ต้องคิดเยอะขึ้นแล้ว ฟีล์มแพง + อยากพัฒนางานตัวเองให้ดีขึ้น
5. เตรียมตัวเรียนต่อซะที
6. อะไรๆ ที่บ่นว่าอยากทำ ก็ทำมันซะ เพราะโดนด่ามาเยอะแล้ว
7. หาเวลากลับบ้านให้มากขึ้น
8. ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพตัวเอง

8 ข้อพอ เพราะนึกไม่ออกแล้ว อีกอย่างเลขกำลังสวยเชียว 555+

ปล. ภาพของวันที่ 08-08-08 เวลาประมาณ 8 โมง ยังไม่ได้ล้างครับ อดใจรอหน่อย นะ จุ๊บๆ


Blog Entryอิฐก้อนหนึ่งJul 18, '08 12:58 PM
for everyone
ได้มีโอกาสไปย่ำดินเพื่อเตรียมทำอิฐเพื่อจะเอามาก่อทำบ้านดินมาเมื่อปลายเดือนที่แล้ว

ประทับใจครับ

ทราบมาว่าการทำบ้านดินนี่ สามารถทำได้หลายแบบ เช่นใช้ฟางข้าว หรือ แกลบ
ซึ่งเราเลือกใช้แกลบในการทำครับ

อุปกรณ์ก็หาง่ายๆ เลยได้แก่ แบบไม้ ถังปูน จอบขุดดิน
วัสดุก็ดิน แกลบ แล้วก็น้ำ

ก่อนอื่นเลยต้องขุดดินเป็นแอ่งครับ แล้วก็ขุดดินผสมน้ำและแกลบ ย่ำดินจนได้ที่ ดินจะเหนียวจับกันเป็นก้อน
ตักเอาดินผสมแกลบแล้วไปเทใส่บล็อกครับ พอถอดบล็อกออกแล้วตากแดดให้แห้งก็จะได้อิฐไว้สำหรับทำบ้านดินแล้ว

เมื่อทำอิฐได้คบตามจำนวนก็เอามาใช้ก่อทำเป็นบ้านได้ ซึ่งผมเองก็ยังไม่ได้ศึกษาถึงขั้นแอดวานซ์ขนาดนั้น 555+ เพราะฉะนั้นจะแนะนำเว็ป บ้านดินไทย แทน http://www.baandinthai.com
เพื่อนๆ สามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้ครับ

ป.ล. การลงแขกทำอิฐก็เป็นความสนุกอีกแบบ ครับ ครั้งที่ไปเด็กๆที่มาทำอิฐกันก็สนุกสนานดี
เอาเพลงมาฝากด้วยครับ ชื่อ เพลง อิฐก้อนหนึ่ง ฟังแล้วคงเลือกได้นะครับว่าอยากเป็นอิฐก้อนไหน?



ให้ลมมันแรงร้อนเพียงใด  ให้มีฝนมากมาย
แดดเกรียมเผาแทบตาย อย่าไปยอมแพ้
อย่ายอมให้ลมพัดเราไป อย่ายอมเพราะความง่าย
หยัดยืนสู้ด้วยใจ ด้วยใจที่รวมกัน

อิฐก้อนหนึ่งซึ่งถูกวางอย่างเดียวดาย
มีความหมายแค่เพียงดินที่คนปั้น
ซ่อนความงามซ่อนความจริงและความฝัน
อิฐก้อนนั้นคงรอวันเพื่อมีค่า

อิฐหมื่นแสนที่ถูกวางอย่างสร้างสรรค์
อัศจรรย์จึงบันดาลขึ้นตรงหน้า
ก่อกำแพงสร้างบ้านเรือนตึกระฟ้า
แดดลมฝนจะพัดพาไม่มีหวั่น

อิฐก้อนนั้นช่วยป้องกันไม่หวั่นเลย
อิฐก้อนนั้นช่วยป้องกันไม่หวั่นเลย
อิฐก้อนไหนจะถูกวางไว้อย่างเดิม
อิฐก้อนไหนจะถูกวางไว้สร้างเมือง

อิฐก้อนไหน จะถูกวาง  ไว้สร้างเมือง

 






อาการที่เกิดทุกๆครั้งหลังจากกลับมาจากต่างจังหวัด คือ ไม่อยากทำงาน ไม่อยากให้มีวันจันทร์

สุดสัปดาห์นี้ไปทะเลมาครับ ทะเล .... เสม็ด ....

"เสม็ด" เป็นเกาะที่น่ารักครับ แต่ผมก็มีโอกาสได้แวะไปเหยียบไม่กี่ครั้งเอง
ครั้งแรกก็เกือบๆ 10 ปีได้แล้วมั้งครับ ไปกับเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัย ... โอ แก่ว่ะ
อีกครั้ง ก็ไปกับน้องๆสมัยยังบ้าบอคลั้งไคล้อยากทำหนังสั้นกัน
และครั้งนี้ ครั้งล่าสุด .... หลังจากที่วางแผนเที่ยวมานานเกือบเดือน


"เสม็ด" ก็ยังคงมีเสน่ห์อย่างประหลาด เช่นทุกๆครั้ง
ทะเลยังขาว น้ำทะเลยังสวย สายสมยังมีกลิ่นเฉพาะ
ความเหนื่อยล้า ทั้งเดือนก็ได้ละลายหายไปกับทะเล สายลม
น่านอน นอน นอน นอน แล้วก็เล่นน้ำ ทั้งวัน 555++


เสร็จอีกแล้วครับ .... ได้เจอธรรมชาติ สายลม แสงแดด ทีไร ทำให้ไม่อยากจะกลับมาทำงานเลย

เฮ้อ .......


sea!!! - Skalaxy

Blog EntryDreamJun 16, '08 10:24 AM
for everyone
**********************************
ความจริง กับ ความฝัน
บางครั้ง มันก็อาจไปด้วยกันไม่ได้

หากเราจะสร้างความฝัน ให้เป็นจริงขึ้นมา
คงต้องใช้เวลา ... พอสมควร


***********************************
ข้อความข้างบน ผมได้มาครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
พี่ชายคนนึง เขียนให้ในสมุดเพรนด์ชิฟ ครั้งที่ไปออกค่ายกับเพื่อนๆต่างโรงเรียน

หลังจากนั้น เมื่อผมเป็นพี่ชายผู้คอยดูแลน้องๆ ในกิจกรรมต่างๆ บ้าง
ผมก็มักจะ เขียนข้อความนี้ลงในสมุด เสมอๆ

โลกแห่งความจริง กับ โลกแห่งความฝัน มันคล้ายจะอยู่ขนานกันเสมอ หากใครสามารถนำทั้ง 2 โลกมาบรรจบกันได้ก็ถือว่าโชคดีไป

สำหรับผม บางความฝันก็อาจจะต้องใช้เวลา ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ ค่อยๆฝึกฝนและเรียนรู้ มันอาจจะช้าแต่ในที่สุดผลของมันก็จะสวยสดและงดงาม อย่างน้อยก็ถือว่าเราได้ตั้งใจกับฝันของเราเต็มที่



วันก่อน ได้มีโอกาสดูละครเวที "สู่ฝันอันยิ่งใหญ่" ที่โรงละคร รัชดาลัย เธียเตอร์
ทำให้ย้อนกลับมาคิดถึง "บางฝัน" ที่ยังคงนอนนิ่งอยู่ใต้ส่วนลึกในใจ บางทีก็อาจจะถึงเวลาปัดฝุ่นเอาฝันนั้นมาขัดชำระใหม่ เพื่อทำให้มันเป็นจริงซะที


The Impossible Dream (The Quest) - Sarah Connor

เชื่อมั่นในความฝัน ยึดมั่นในความดี
โชคดี ทุกท่าน


ปล. ขออนุญาต แปะเนื้อเพลงไว้ด้วยนะครับ


Song: The Impossible Dream

To dream ... the impossible dream ...
To fight ... the unbeatable foe ...
To bear ... with unbearable sorrow ...
To run ... where the brave dare not go ...
To right ... the unrightable wrong ...
To love ... pure and chaste from afar ...
To try ... when your arms are too weary ...
To reach ... the unreachable star ...

This is my quest, to follow that star ...
No matter how hopeless, no matter how far ...
To fight for the right, without question or pause ...
To be willing to march into Hell, for a Heavenly cause ...

And I know if I'll only be true, to this glorious quest,
That my heart will lie will lie peaceful and calm,
when I'm laid to my rest ...
And the world will be better for this:
That one man, scorned and covered with scars,
Still strove, with his last ounce of courage,
To reach ... the unreachable star ...


 เพลงสู่ฝันอันยิ่งใหญ่  

(คำร้อง  ชาลี  อินทรวิจิตร, ทำนอง The Impossible dream)

สุดมือ  เอื้อมคว้าข้าจะฝัน
กล้าหาญ ราญรบอริร้าย
ชีวิต จะปลิดปลดมิลดละง่าย
จะไป ถิ่นอันคนกล้ายังถอย

    อะไร ชั่วแท้จะแก้ไข
    อันไหน ถ้าใจรักสลักร้อย
    แรงน้อย เหนื่อยอ่อนสู้มิรู้ถอย ดั่ง
    ใจหวัง จะลอยลิบหยิบดาว

จะไกลแค่ไหน ไม่เคยสิ้นหวัง
จะไม่มีหยุดยั้ง พลังฝันอันเร่งเร้า
ไม่ลังเลและขลาดเขลา สู่เป้าหมายอันใฝ่หา
อาจจะล้มเซถลามากี่ครั้ง ก็ยังรักยุติธรรม
สิ่งดีงาม จะค้ำจุนโลกไว้ ตายแล้วยังนอนตาหลับ
โลกจะดี กว่านี้ควรต้อนรับ ประทับใจทุกคนได้

    ผู้ทะนง เท่านั้นจึงจะมี
    บาดแผลนี้ ถี่เป็นแถวแนวเลือดไหล
    ความหวัง ที่ตั้งมั่นคือความฝันใฝ่
    โลกจะสวย ด้วยความฝัน บิน สู่ ฟ้า


ผมอาศัยรถโดยสารประจำทางตลอด
ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องพึ่งพารถโดยสารประจำทาง
ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถไฟฟ้า รถตู้ รถสองแถว รถปรับอากาศ เรือข้ามฟาก
ซึ่งผมก็ชอบและสนุกกับการเดินทาง

มีหลายครั้ง ที่เหนื่อยล้า ขอหลับตางีบซักพัก
แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ของผู้ร่วมโดยสารท่านอื่นๆ ก็ดังขึ้น
ถ้ารับพอเป็นพิธี คุยธุระกันแล้วจบ ก็จบไป
แต่บางรายใช้เวลาในรถโดยสารต่างตู้โทรศัพท์สาธารณะ
ไม่ได้มีความเกรงอกเกรงใจที่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่นๆเลย

เราเริ่มเข้มงวดกับผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่ไปแล้ว
เราปิดหรือเปลี่ยนเป็นระบบสั่นเมื่อประชุม  ดูหนัง หรือในโรงพยาบาล
แต่เราก็สามารถสนทนากันได้อย่างเสรีตลอดเวลาหลังจากนี้
ผมยังใช้โทรศัพท์มือถือ ติดต่องาน และเห็นถึงความจำเป็นของมัน
และผมยังอยู่ในประเทศที่ประชาชนใช้ชีวิตอย่าง "เสรี" ที่สุดในโลก..



Blog EntryA Tale of Two Sisters.Jun 13, '08 9:56 AM
for everyone
หลังจากที่อ่าน The Other Boleyn Girl จบ ความเศร้าก็เข้ามาแวะในใจ.....


หนังสือเรื่องนี้เป็นนิยายการเมือง การแก่งแย่งชิงอำนาจของผู้ชาย โดยที่ใช้หญิงสาวในตระกูลเป็นเบี้ยในกระดานใต่เต้าไปสู่ที่ที่สูงที่สุด

หนังสือเล่าเรื่องผ่าน แมรี่ น้องนุชสุดท้องในบรรดาพี่น้องตระกูลโบลีน อันได้แก่ จอร์จ แอน และตัวนางเอง ซึ่งได้บอกเล่าชีวิตข้าราชสำนักในกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 การแก่งแย่งแข่งขันกันเป็นหญิงสาวคนสนิทของพระองค์เพื่อที่จะนำอำนาจและความมั่งคั่งมาสู่ตระกูล ความอดทนและทุกข์ระทมขมขื่นกับการถูกเฉยเมยเมื่อหมดประโยชน์
ตัวละครแทบจะทุกข์ตัวแทบจะไม่พบความสุขใดๆในชีวิตเลย แม้กระทั่งตัวแมรี่เองซึ่งน่าจะเป็นตัวละครที่น่าจะมีความสุขที่สุดแล้ว ถึงแม้จะรอดพ้นจากคมดาบของเพชรฆาตได้ นางเองก็ยังคงมีบาดแผลจากสงครามรัก สงครามอำนาจ ที่เกิดขึ้นในราชบัลลังค์อังกฤษ ..

( สามารถ ไปดูหนังที่กำลังเข้าฉาย อยู่ตอนนี้ได้นะครับ ... เพราะฉะนั้น จึงไม่ขอพูดในรายละเอียดของหนังสือ )










King Henry VIII มี Queen ทั้งหมด 6 องค์คือ
1. Queen Katherine of Arakon โดยมีลูกสาว 1 องค์คือ Queen Mary I
2. Queen Anne Boleyn มีลูกสาว 1 องค์คือ Queen Elizabeth I
3. Queen Jane Seymour มีลูกชาย 1 องค์คือ King Edward VI
4. Queen Anne of Cleves ไม่มีลูก
5. Queen Catherinf Howard ไม่มีลูก
6. Queen Catherine Parr ไม่มีลูก


Blog EntryนาทีวัดใจJun 5, '08 8:20 AM
for everyone

ตลาดคลองสวน 100 ปี

 

                เสียงร้องงอแงของเด็กชายคนหนึ่งบนสะพานไม้ ทำให้ผมหยุดสนใจก๋วยเตี๋ยวเป็ดในชามเพื่อหันไปมอง เด็กชายคนนั้นนั่งเกาะสะพานไม้และพยายามตะเบ็งเสียงกรีดร้องให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ สังเกตว่าหลายๆคนบริเวณนั้นหันมามองที่จุดนั้นกันแทบจะเป็นตาเดียว ไร้เงาแม่หรือไม่เธอก็อยู่ในมุมที่ผมมองไม่เห็น ปล่อยให้ลูกชายแสดงโชว์อันตื่นตาให้บรรดาลูกค้าชาวคลองสวนได้ชม

                เด็กอยากได้ของเล่นน่ะ เพื่อนในกลุ่มที่ไปด้วยกันบอก เขาสังเกตตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นเด็กชายออกอาการ หยุดนิ่งมองดูของเล่นในร้าน ขอร้องแม่ให้ซื้อ จนกระทั่งนั่งลงจุมปุ๊กกอดขาแม่แล้วเริ่มงอแง ฝ่ายแม่ก็พยายามเดินลากเอาลูกที่กอดขาแน่นไปตามทางแต่ก็ยังมุ่งมั่นไม่ยอมซื้อของเล่นชิ้นนั้นให้ลูกชาย

 

                เด็กน้อยเพิ่มระดับเสียงอีกนิดหน่อย เราเริ่มคุยกันและมีเสียงแตกไปสองฝ่าย ฝ่ายแรก เข้าข้างทางคุณแม่ และอีกฝ่ายเห็นใจทางคุณลูก  

                ฝ่ายที่เชียร์คุณแม่ให้เหตุผลว่า เด็กมันเรียกร้องความสนใจไป  ตามใจบ่อยๆเข้าก็จะทำแบบนี้อีก เรื่อยๆ โตขึ้นอาจจะเสียคนได้ ส่วนข้างที่เอาใจช่วยเด็กน้อยก็ให้เหตุผลว่าของเล่นราคาไม่กี่บาท เป็นเด็กยังไงก็ต้องคู่กับของเล่นอยู่แล้ว

 

                ตลาดที่นี่ก็ช่างดึงดูดใจเด็กๆเสียเหลือเกิน ร้านขายของเล่นสมัยที่เรายังเด็กมีหลากหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็น รถของเล่น ปืน ตุ๊กตุ่น ตุ๊กตา อย่าว่าแต่เด็กเล็กๆเลยที่รู้สึกอยากจะพาขอเล่นเหล่านั้นกลับบ้าน ผู้ใหญ่อย่างเราๆก็เป็นกัน ผมเองก็หยุดอยู่ร้านตุ๊กตาสังกะสีอยู่นาน แต่ก็คิดว่าไม่จำเป็นสตางค์จึงไม่เล็ดลอดออกจากกระเป๋า นอกไปเสียจากของกิน ซึ่งก็ยั่วน้ำลายเราอีกเหมือนกัน

                ผมนั่งมองเรือถีบในคลองขณะที่รอเงินทอน เสียงเด็กคนนั้นเงียบไปแล้ว เราออกจากร้านเดินข้ามสะพานไม้ที่เมื่อเกือบ 20 นาทีที่ผ่านมาเด็กน้อยคนนั้นร้องไห้อยู่ ผมมองที่ตรงนั้นแว๊บนึงก่อนจะเดินข้ามไปยังอีกฟากของสะพาน ร้านค้าต่างๆก็ดึงความสนใจผมไปหมด ผมได้ไอศกรีมโบราณมาชิม 1 อัน รสหวานแหลมของมันทำให้นึกถึงสมัยเด็กๆ อีกครั้ง ร้านขายสมุดลายโบราณๆ และโปสการ์ดน่ารัก แน่นอน ไม่ได้ซื้อ รวมทั้งร้านขายขนมต่างๆ ยังพอมีให้เห็นบ้างประปราย เสน่ห์ของที่นี่คืออัธยาศัยของเหล่าบรรดาแม่ค้า พ่อค้า แม้ว่าเราจะไม่ได้ซื้อสินค้าใดๆออกมาจากร้าน แต่ก็ยังยินยอมให้ความร่วมมือตอบคำถามเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

                เราย้อนกลับมาข้ามสะพานเดิม เรื่องของเด็กคนนั้นวกกลับมาอีกครั้ง ผมนึกว่าถ้าผมเป็นผู้ปกครองเด็กคนนั้น ผมจะทำยังไง จะยอมซื้อให้หรือไม่ยอม ถ้าซื้อให้เพราะอายคนอื่น หรือ คงคิดว่าคนอื่นๆอาจจะคิดว่าเป็นแม่ใจร้าย หรือไม่ก็ตัดปัญหาเกรงใจคนอื่น หรืออาจจะสงสารลูก ถ้าไม่ซื้อให้จะจัดการอย่างไร จะบอกลูกชายยังไง วินาทีนั้นคงเป็นวินาทีวัดใจเป็นแน่แท้  ระหว่างที่คิดก็เดินผ่านเด็กชายคนนั้นซึ่งกอดของเล่นไว้แนบอก สีหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมด้วยชัยชนะ

 

                อุตส่าห์เชียร์ฝ่ายคุณแม่อยู่นาน ไม่น่าใจอ่อนเลย แม่คุณ

 

05-06-2008



Blog EntryTag - T ShirtJun 3, '08 9:04 AM
for everyone
ผมชอบใส่เสื้อยืด แต่ก็มีตัวเก่งไม่กี่ตัวหรอกครับ
เสื้อยืดบ่งบอกความเป็นตัวตนของคนใส่นะ

ปกติจะชอบใส่เสื้อยืดสีเขียว แต่ครั้งนี้ไม่ขอแนะนำ 555++
ผิดหวังอ่ะดิ เจ๊ ลาเต้ คิ้ว  - ไม่ใช่ เจนนิเฟอร์ คิ้ม

เสื้อยืดตัวแรก เสื้อสาขาครับ Transportation Engineering หรือ วิศวกรรมขนส่ง แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ด้านหน้าเป็นอักษรภาษาอังกฤษ มีรูปรถไฟ เรือเมล์ เครื่องบิน ก็ว่ากันไป ด้านหลังเป็นอักษรภาษาไทย ซึ่งผมชอบมาก เท่ดี เป็นเสื้อยืดที่ใส่บ่อยๆ แต่ไม่ค่อยพาออกงานเท่าไหร่ ปกติจะใส่เดินแถวบ้าน 555++

เสื้อตัวที่ 2 ครับ สีแดง เป็นเสื้อยืดของชมรม มทส.ต้านเอดส์และยาเสพติด จริงๆ มีในตู้หลากหลายแบบ ทั้งเสื้อค่ายใหญ่ ค่ายย่อย ค่ายโน้น ค่ายนี้ ผมทำชมรมนี้มาตั้งแต่ปี 1 เลย เรียกว่าผูกพันมากกว่า มีกิจกรรมที่ฝังจิตฝังใจ อยู่แยะ เสื้อของชมรมต่างๆ ที่ชื่นชอบก็ยังมีของชมรมเชียร์และแปลอักษร มีปีนึงทำใส่เอง แต่เสื้อยาวมากเลยเพ้นท์หางสัตว์ไว้ตรงก้น ของเราเป็นหางงูหางกระดิ่ง (หางงูผูกกระดิ่ง) น่ารักดี 555++ แล้วก็มีเสื้อค่ายอาสา เสื้อชมรมครูสัญจร เป็นอาทิ เสื้อเหล่านี้ พอเห็นก็นึกถึงความหลังครับ

เสื้อตัวที่ 3 เสื้อลายมิกกี้ เม้าส์ บนพื้นเหลืองส้ม ผมชอบการ์ตูนครับ แต่หาเสื้อลายการตูนอื่นไม่เจอ สงสัยอยู่ในกล่อง อย่าง Tin Tin นี่ก็มีหลายตัว แต่ทำไมไม่ค่อยได้ใส่หว่า

เสื้อตัวที่ 4 เสื้อคอวี ธรรมดา จะขาว เทา ดำ ก็ใส่ เพราะหลังๆ จะชอบซื้อคอวี

เสื้อตัวที่ 4 - 5 เสื้อเพื่อนให้มา เช่นตัวสีส้ม คุณหญิงจุ๊ ซื้อมาฝากจากจอร์แดน (เธอหนีร้อนไปร้อนกว่า) นี่เป็นตัวล่าสุด ก่อนหน้านั้นเป็นเสื้อยืดที่ระลึกของมาร์ค คราวที่มาแสดงงานที่เชียงใหม่ ตัวนี้แลกกะหนังสือภาพ ของคุณวชิรา

ตัวที่ 6 เสื้อ Holga สีเขียวใส่บ่อยมาก แล้วก็มีเสื้อของชาวโลโม่ที่ใส่บ่อย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยใส่ไปไหนล่ะ 555+

ตัวที่ 7 ชอบมาก เสื้อสัตว์ประหลาด เป็นกราฟฟิกคนขี่เสือ บนพื้นสีดำ เท่ ชอบ


ปล. นายแบบไม่หล่อนะครับ 555+

ลืมบอก ได้รับแทกจากป้าลาเต้ คิ้ว http://lattecute.multiply.com/journal/item/244
ส่วนใครใคร่เอาไปทำต่อ เชิญครับ 555+




barbies_covertk -

คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก  คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลกขององค์การอนามัยโลกWORLD NO TOBACCO DAY  2531(1988) Between tobacco and the health , choose health"บุหรี่หรือสุขภาพ ต้องเลือกสุขภาพ  2532(1989 Women and Tobacco : Added risk.พิษของบุหรี่ต่อสตรี ยิ่งมีมากกว่าบุรุษ   2533(1990) Growing up without tobacco. เติบโตอย่างสดใส ห่างไกลจากภัยบุหรี่   2534(1991) Public places and transport : Better be tobacco free. สถานที่สาธารณะและยวดยานปลอดบุหรี่   2535(1992) Tobacco free work places : Safer and healthier. ที่ทำงานปลอดบุหรี่ สุขภาพดี ชีวีปลอดภัย   2536(1993) Health services , our window to a tobacco – free world. บุคลากรสาธารณสุขร่วมสร้างสรรค์สังคมปลอดบุหรี่   2537(1994) The media against tobacco. ทุกสื่อร่วมใจต้านภัยบุหรี่   2538(1995) Tobacco costs more than you think.บุหรี่ก่อความสูญเสียมากกว่าที่คุณคิด   2539(1996) Sport and the arts : play it tobacco free.ศิลปะและกีฬาไม่พึ่งพาบุหรี่   2540(1997) United for a Tobacco – free world. ผนึกกำลังเพื่อสังคมปลอดบุหรี่   2541(1998) Growing up without tobacco. คนรุ่นใหม่ไม่สูบบุหรี่   2542(1999) Leave the pack behind. อนาคตมีคุณค่า เมื่อบอกลา...เลิกบุหรี่   2543(2000) Tobacco kills don't be Duped. บุหรี่คร่าชีวิต อย่าหลงผิดตกเป็นเหยื่อ   2544(2001) Second-Hand Smoke : Let's Clear the Air. เห็นใจคนรอบข้าง ร่วมสร้างอากาศสดใส ปลอดจากภัยควันบุหรี่   2545(2002) Tobacco Free Sports – Play it clean. กีฬาปลอดบุหรี่ ส่งผลดีต่อสุขภาพ   2546(2003) Tobacco free films tobacco free fashion ภาพยนตร์ปลอดบุหรี่ ส่งผลดีต่อเยาวชน   2547 (2004) Tobacco and Poverty ( A Vicious Circle )  “ ครอบครัวปลอดบุหรี่ จะมั่งมีและแข็งแรง   2548(2005) Health Professionals and Tobacco Control “ทีมสุขภาพร่วมใจ ขจัดภัยบุหรี่ ”   2549(2006) Tobacco: Deadly in any form or disguise บุหรี่ทุกชนิดนำชีวิตสู่ความตาย ”   2550(2007) Smoke Free-Environtmentsไร้ควันบุหรี่ สิ่งแวดล้อมดี ชีวีสดใส    2551(2008) Tobacco - Free Youth เยาวชนรุ่นใหม่ ร่วมใจ ต้านภัยบุหรี่      

Blog EntryTag My Lovely Soundtrack : MOULIN ROUGEMay 26, '08 9:34 AM
for everyone
ในที่สุดก็ได้มาทำกับเขาซะที ทำการเลือกๆ อยู่ในใจอยู่มากมาย ในที่สุดก็ตัดสินใจแล้วครับว่า ขอเลือกอัลบั้มเพลงประกอบหนังเรื่อง Moulin Rouge

Moulin Rouge เล่าเรื่องที่เกิดในไนท์คลับอันหรูหราฟู่ฟ่าแห่งกรุงปารีสในยุคอดีต

คริสเตียน กวีหนุ่มนักดนตรีผู้ไฝ่ฝันสร้างนิยายให้กลายเป็นจริง ตกหลุงรักเข้ากับซาติน เพชรน้ำเอก แห่งคลับมูแรง รูจ ก่อนจะจบลงด้วยโศกนาฎกรรม เรื่องราวคล้ายๆ แบบนี้ถูกสรรค์สร้างมาแล้วมากมาย แต่ Baz Luhrmann ทำได้เหนือกว่านั้น เนื่องจากเขาคือ ผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าละเมียดละเอียดละออกับเพลงประกอบของหนังของเขา ครั้งหนึ่งเขาทำให้ตำนาน ROMEO + JULIET ออกมาโลดเล่นในจอด้วยสีสรร + เทคนิคสมัยใหม่ ในภาษาเมื่อสมัยหลายร้อยปีก่อน (และเพลงประกอบเรื่องนั้นก็เป็นอีกหนึ่งที่ไม่ควรพลาด ) และสำหรับ Moulin Rouge นั้นมันมากกว่าเพลงประกอบหนังสักเรื่อง เพราะเพลงทั้งหมดส่งผลต่อหนังทั้งเรื่อง

แทรคทั้งหมด เสริมจินตนาการในงานภาพ ส่งให้คลับมูแรง รูจฟู่ฟ่า ยิ่งใหญ่ และเมื่อครั้นจะขำอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร เพลงก็ทำหน้าที่ของมันอย่างดี หากจะแยกฟังเป็นเพลงๆไป ก็ยังไม่รู้สึกขัดเขิน เพราะฉะนั้นจึงขอยกอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มเพลงประกอบหนังที่น่ารักที่สุดครับ


Blog Entry17 May 2008 : Honda Summer Fest’@ HuaHin May 22, '08 2:44 PM
for everyone
" เฮีย ไปดูคอนเสิร์ตที่หัวหินไหม? "
" เออ กู ไป "

วันเดินทาง เสาร์ที่ 17 เวลา 14.00









ข้าพเจ้ารีบลุกมาทำงานแต่เช้า เคลียร์เสร็จก็รีบบึ่งออกจาก นวนคร เข้าสู่พระรามเก้า ทันที่ที่ตัวข้าพเจ้าหลุดออกจากแทกซี่ ก็ต้องยัดตัวเองเข้าสู่พาหนะเดินทางสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ในรถ นั่งฟังเพลงจากการรวบรวมของ Rastatik ผู้หลงไหลในสำเนียงเรกเก้ สกา ข้าพเจ้าร้องตามได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังพยายามเนียนร้องกันไปสนุกดี กว่าจะถึงหัวหิน ก็ฟังวนไปมา ไม่เป็นไร ๆ ถือว่าอุ่นเครื่อง







เราวิ่งรถตามป้ายงาน ซึ่งต้องเบี่ยงออกจากเมืองหัวหิน ไปยังปราณเพื่อวกรถกลับมาจอด ณ ลานจอดรถ 1 (ซึ่งข้าพเจ้าเข้าใจว่า มีลานจอดรถเดียว ไม่นับ สำหรับรถวีไอพี ซุปเปอร์วีไอพี) แล้วต่อสองแถวของงานเข้ามา ถึงในงานก็ต้องตะลึงกะผู้คน และฝนที่โปรยปรายมาให้ได้เย็นบ้าง




วงก่อนหน้านี้ใครไม่รู้ มาดูไม่ทัน เท่าที่ทันจะมี
เจนนิเฟอร์ คิ้ม - ที่ไม่ลืมจิกกัด แทะโลมชายหนุ่มที่ถอดเสื้อเล่นน้ำทะเลเป็นที่สนุกสนาน
โจอี้ บอย + สไปดามังกี้ - เหอ นึกว่าอยู่แถวทองหล่อ RCA แต่ม่ะเป็นไร มาตังไกล ขอแดนซ์หน่อยล่ะกัน ปล. มีร้องเพลงแฮปปี้ เบิร์ท เดย์ให้น้องพิธิกรหญิงด้วย หลับตาแล้วนึกว่าอยู่ในผับซักแห่งแน่ๆ













หลังจากนี้น่าจะเปิดงาน ซึ่งนานมาก กว่าจะเซตเครื่อง ต่างๆ นานา ได้เนี่ย
ก็มาต่อ ด้วย พีท อดีตพีชเมกเกอร์ ที่พี่เล่นเยอะมากไปมั้ง ง่วงเลย






Swan dive ที่ปกติเราชอบนะ แต่เท่าที่ดู รอบๆตัวเริ่มเมา ต้องทำการหลบคนเมาที่อาจจะเซมาทับ



หิว หาของกินไม่ได้ เลยต้องเดินออกไปด้านนอก ซึ่งคลาดกลับ พี่สมเกียรติ์ mr.Z ระหว่างเดินออกได้ยิน Jerry ร้องเพลงในอัลบั้มอยู่ กลับมาอีกที หวังคึกกันกับ GR ยังชอบเสมอครับ หุหุ













เซตเครื่องอีกแล้วครับ นาน พิธีกรก็มาบ่นๆ ..... คนก็เริ่มเมามาย ช่วงนี้มีคนเมาเซมาทับ ตัวโตซะด้วย เอาว่ะ รอ รอ รอ

ดู ดู๊ ดู ดู เธอ ทำ เย้ จ๊อบ มาแล้ว แต่รู้จักแค่เพลงนี้ กะอีกเพลงที่ประกอบสวยลากไส้น่ะ?? ไม่เป็นไร มันอยู่ที่จังหวะ พอจะสนุกครึ้มๆ ก็เบรค ให้พิธีกรมาบ่นต่อ เพื่อจะสู่ช่วง ดีเจ ซี๊ด ....










ถึงตอนนี้ สมาชิกในกลุ่ม ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า นัดกันดูที โบน ที่ร้าน แซกโซโฟน กันดีกว่า บรรยากาศอาจจะไม่ได้ แต่ก็น่าจะดีกว่าตอนนี้เยอะ




ออกจากงานต้องห้อยอยู่ท้าย 2 แถว เสียวไอ้เด็กที่ห้อยๆ ติดกันจะโดดตกรถแทบแย่ แต่ก็มาถึงที่จอดรถที่ 1 ได้สะดวก โอเค เล็ท ส โก ที่ที่พัก

สลบ..........................................

















DAY 2
ปราณบุรี พาหนู เนเน่ หลานสาวที่น่ารักไปเดินเล่นดู ป่าชายเลน เจอปลาตีนตั้ง 2 ตัวแน่ะ แต่สุดท้ายทนไม่ไหว ต้องกลับไปเล่นน้ำที่สวนสน เด็กนี่ มันไม่เหนื่อยจริงๆ















เย็น เดินทางกลับ แต่ไม่ลืมแวะร้านของฝากที่เมืองเพชร ร้านประจำ อร่อยกันไป ....

.... ป ล ..........
มีเพื่อนเตือนเราแล้วว่า งานนี้ RS Fresh Air เค้าจัดนะ จะไปเหรอ ???? ไม่เข็ดครับ แต่งานหน้า ถ้ารายนี้จัด คงต้องคิดหนัก หลังจากขยาดมาจากเลิฟ อีส แล้วววววววว ........

..... ป  ล .......
ยังอยากไปทะเลอีกครับ มีใครจะไปกับผมไหม??????











































วันพฤหัสที่ผ่านมาได้มีโอกาสได้เข้ากรุงไปดูหนังกับพี่เจ้ย หึหึ .....
ผมไม่ได้รู้จักพี่แกเป็นการส่วนตัวหรอกครับ แค่ผมไปดูหนังที่พี่แกกำกับ และหนังอีกเรื่องที่ใครซักคนบนฟ้ากำกับ (ซึ่งแน่นอนต้องติดตามตอนต่อไป)

(แม้ว่าจะต้องเสียตังค์ 160 บาทแลกกะที่นั่ง A13 และต้องเสียโอกาสที่จะดูสวรรค์เบี่ยงก็ยอมล่ะว่ะ)

เรื่องที่ 1   แสงศตวรรษ  (Syndromes and a Century)  ฉบับภาษาไทย
"เหมือนโดนจับเข้าเครื่องทรมาน" นั่นคือความรู้สึกแรกหนังเรื่องนี้จบ ขึ้นเครดิตต่างๆตอนท้ายเรื่อง
ไม่มีแรงจะลุกออกไปไหน ต้องนั่งนิ่งๆ อยู่หลายนาที

หนังปะหัวก่อนเข้าฉายดังนี้
" ภาพยนตร์เรื่องนี้เสนอภาพที่ไม่ดีของสังคมไทย



หนังเรื่องนี้ยังคงเป็นหนัง 2 ส่วน เช่นเดียวกับ 2 เรื่องก่อนหน้าของพี่เจ้ย
บทวิจารณ์ ตามอ่านได้ นะจ๊ะ ไม่วิจารณ์ ไปหาดูเอง

 





เรื่องที่ 2   ศพสเน่หา (Syndromes of a censoring) ** (ตั้งชื่อให้คล้องจองกับเรื่องข้างบน อันนี้ไม่มีในสารบบหนังใดๆในโลกนะครับ ผู้เขียนตั้งเอง**)
เดิมที เมษาที่แล้ว (2550) หนังเรื่องแสงศตวรรษจะเข้าฉายในเมืองไทย
ผมโน๊ตไว้ในสมุดบันทึกของผมว่า "ต้องไปดูให้ได้" ถึง 2 ครั้ง

ย้อนกลับไปที่หน้าโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นเมื่อหลายปีก่อน
ผมยืนอยู่ที่หน้าเค้าท์เตอร์ซื้อตั๋วหนัง

"สุดสเน่หา ใบนึงครับ"

"ว่าไงนะคะ"  พนักงานสาวเงยหน้าจากการแต่งหน้าขึ้นมาถาม

"ขอซื้อตั๋วหนังเรื่องสุดเสน่หาใบนึงครับ"  ผมย้ำ

"อ้อ .... เอ่อ ..... หนังรางวัลเมืองนอกไม่สนุกหรอกค่ะ" และเธอก็จัดการกับการทาริมฝีปากของเธอต่อ


ผมซื้อซีดีมาดู ซึ่งแน่นอนฉบับภาษาไทย ผมเล่าให้รุ่นพี่คนนึงฟัง

"มันตัดใช่ไหม"

"ไม่รู้ดิ ดูไปง่วงไปว่ะพี่"

"มึงดู ฉบับที่โดนตัดแล้ว แหงๆ"

อ้าว!!!!! มันมีฉบับอื่นด้วยเหรอวะ แล้วตูจะต้องไปหาดูจากที่ไหน????



ประสบการณ์ในการดูหนังเรื่องที่ 2 ของพี่เจ้ย
ผมโทรไปขอบัตรจากนิตยสารเกี่ยวกับภาพยนตร์หัวหนึ่ง ได้บัตรมา 2 ใบ
นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเกิดความรู้สึกถึงความมหัสจรรย์ของหนังเรื่องนี้อย่างประหลาด

ผมแนะนำ เพื่อนๆให้ไปดูและย้ำว่า "ต้องไปดูในโรงหนังนะ เฟร้ย"
จะได้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในบรรยากาศของหนัง และเตือนเพื่อนเล็กน้อยว่า "อย่าไปพยายามฟังว่าพูดอะไรกันมาก ปล่อยให้ใจดู"
สัตว์ประหลาดทำให้ผมย้อนกลับไปดู สุดสเน่หา อีกครั้ง ผมพบเจอแล้ว เสน่ห์อย่างประหลาดของหนังที่ผลิตโดย อภิชาติพงษ์



ประสบการณ์ในการดูหนังเรื่องที่ 3 ของเจ้ย
มีน้องโทรมาชวน และจัดการเป็นธุระซื้อบัตรให้ เมื่อไปถึงพี่เจ้ยกำลังนั่งพูดในประเด็นการโดนเซนเซอร์บนเวที ผมไม่ฟัง
อันนั้นเป้นเรื่องที่พี่เจ้ยต้องต่อสู้เอง เรื่อง พรบ. อะไรต่างๆนานานั้น ไม่เกี่ยวกับผม ผมแค่อยากดูหนัง
หลายนาทีผ่านไป ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้ดู ไม่เป็นไรช่างเหอะ เดินดูบรรยากาศรอบๆล่ะกัน
คนที่ไปดูก็คุ้นๆหน้า นักแสดง ทีมงาน และพวกที่อยู่ในแวดวงทั้งหลาย เหอะๆๆ รวมทั้งชาวต่างชาติจำนวนหนึ่ง
ผมนั่งเงียบๆ รุ่นน้องที่มาด้วยยืนคุยกับเพื่อน ๆ (ที่เป็นนักแสดง)

หนังเข้าแล้วครับ เรารีบเข้าไปนั่ง คนไม่เยอะมาก
หนังยังฉายไม่ได้เพราะฟีล์มมีปัญหา พี่เจ้ยชวนคุณนุช พิมผกา มาคุยถึงประสบการณ์ในห้องพิพากษา

ในที่สุดเราก็ได้ดูแล้ว หนังฉายๆไป แล้วเอ่อ หายครับ ภาพดำๆ มาๆหายๆ เอ่อ พี่เล่นงี้เลยใช่ไหมครับ
"เหมือนโดนจับเข้าเครื่องทรมาน" นั่นคือความรู้สึกแรกหนังเรื่องนี้จบ ขึ้นเครดิตต่างๆตอนท้ายเรื่อง
ไม่มีแรงจะลุกออกไปไหน ต้องนั่งนิ่งๆ อยู่หลายนาที เหมือนดูศพของฟีล์มม้วนนึง
มี Q&A เล็กน้อย แต่ไม่มีใครถามอะไรมากมายเท่าไหร่?? คนกำลังอึ้ง

คนที่ดูฉบับเต็มแล้ว (หามาจากไหนว่ะ) บอกว่าหนังดูยากขึ้นเยอะเลย อ่ะ จริงดิ+++ ไม่ใช่ดูยากอยู่แล้วเหรอว่ะ
ผู้คนทะยอยออกจากโรงหนัง เรายืนรออะไรซักอย่างหน้าโรงหนัง
รุ่นน้องที่มาด้วย อยากถ่ายรูปกับพี่เจ้ย เหอะๆๆ บ้าดาราว่ะ
ผมเลยต้องเป็นตากล้องมือถือให้ อิอิ และก็ได้ลายเซ็นต์พี่เจ้ยด้วยล่ะ ฮาฮา
(เรานี้ก็บ้าดาราเหมือนกันว่ะ นี่เป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยขอลายเซ็นต์พี่ป๊อดเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว)

ระหว่างที่เดินทางกลับห้อง... ผมคิด
"ผมไม่อยากจะไปยุ่งเรื่องกฎหมายอะไรนักหรอก ฟังแล้วปวดหัว แต่ผมก็อยากไปยืนหน้าห้องขายตั๋ว
แล้วคนขายตั๋วยิ้มแย้ม และยินดีขายตั๋วหนังนอกกระแสบ้าง น่าจะมีที่แบบนี้ซักที่นะครับ ที่ปล่อยให้คนดูได้ตัดสินบ้าง
อย่างน้อยก่อนที่จะเข้ามาดูหนัง นักดูหนังก็ต้องคิดแล้วแหละว่าเหมาะสมกับเขารึเปล่า ผมว่าเราฉลาดพอนะ"

ผมมองนาฬิกา เที่ยงคืนแล้ว อ่ะ สวรรค์เบี่ยงจบแล้วนี่นา
ผมโทรหาเพื่อน " สวัสดี นาริน "
" อ๋ายยยยย แกข่มขืนฉันตั้งหลายที ไอ้คาวี " เสียงจากปลายสายตอบ
และแล้วผมก็ฆ่าเวลาระหว่างนั่งรถเมล์กลับบ้านกับการพูดคุยถึงละครสวรรค์เบี่ยงที่ผมพลาดในคืนนั้น


*********************************************************************************************
Special Thank
พี่ยุ่น        ที่แนะนำให้รู้จักหนังพี่เจ้ย  ปีนี้ตั้งใจจะทำหนังสั้นแล้วนะครับพี่ 555+ ผลัดมาหลายปีล่ะ
เจ้าท๊อป        ที่เป็นเพื่อนไปดูสัตว์ประหลาด ไม่ค่อยได้คุยกันเลยเนอะเรา
ข้าวปุ้น        ที่ไม่ยอมไรท์ แสงสตวรรษ มาให้เราดู แล้วเจอกันที่สังขละ ย๊า ฮู๊วววววววว
ไอค์         ที่โทรมาชวน มาช่วยพี่ทำหนังสั้นด้วยนะ อิอิ

 

Blog Entryสุขสงัด : Joy of silence.Apr 5, '08 10:11 PM
for everyone
ทุกเช้าผมตื่นขึ้นมาเพราะนาฬิกาปลุกในเวลา 06.00
ระหว่างเดินทางเสียงผู้คนในตอนเช้า เสียงรถรา ดังสนั่น
เมื่อถึงโรงงานเสียงเครื่องจักร ก็ยังคงดัง เสียงคุยกัน เสียงรถ เสียงสั่งงาน
กลับจากทำงาน ก็เปิดเพลงฟัง ถ้าไม่เปิดก็จะได้ยินเสียงจากการก่อสร้างอาคารใหม่ใกล้ๆ
หรือนานๆทีก็ไปเที่ยวกินดื่มกับเพื่อนๆ แน่นอนเราก็ต้องไปยังที่ที่มีดนตรี

หลายๆครั้ง ผมหงุดหงิดกับเสียงเหล่านั้น
บางครั้ง ผมนั่งนิ่งหน้าจอ คิดงานไม่ออก
ทั้งๆที่บางครั้งงานๆนั้นไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมากมาย
แค่ต้องการให้จังหวะเสียงนั้นๆ ผ่านพ้นไป

การฟังเพลงทำให้ผมมีความสุข แต่บางครั้ง "ความเงียบ" ก็ทำหน้าที่นั้นได้เช่นกัน


วันนี้
ผมไปวัดใกล้บ้าน เป็นวัดป่าต้นไม้ครึ้ม
ฝนตกหงิมๆ อากาศกำลังดี มีหมอกจางๆ
ในวัดนอกจากเสียงนก เสียงลม
ก็อาจจะมีนานๆครั้ง ที่มีเสียงรถจากข้างนอกดังมารบกวนบ้าง
แต่ความสงบที่รู้สึกได้นั้น ทำให้เกิดความสุข

“ความเงียบสัมผัสสัมพันธ์กับเราได้หลายวิธีต่าง ๆ กันไป เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ให้ความสงบ เป็นที่พักใจ หรืออาจนำเราไปสัมผัสกับความลึกซึ้งด้านใน ซึ่งเลื่อนไหลไม่ทันสังเกตในชีวิตประจำวันอันวุ่นวาย เป็นแหล่งแห่งความสุข เป็นแรงบันดาลใจให้แก่งานศิลปะ วรรณคดี หรือ ดนตรี และเพราะมันปลุกเราให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ซึ่งจะสัมผัสได้อย่างเต็มเปี่ยมก็ด้วยจิตที่เป็นอิสระจากการคาดคะเนล่วงหน้า ปฏิสัมพันธ์นี้อาจเป็นที่มาของความแจ่มกระจ่างอย่างอัศจรรย์

...บางครั้งเราทุกคนก็แสวงหาความช่วยเหลือจากความเงียบและความนิ่งตามวิธีของเราเอง เช่น บางคนอาจลูบตัวแมว บางคนอาจจัดวางกระถางต้นไม้อยู่ในสวน บางคนสวดมนต์ ทำสมาธิ ฟังดนตรี หรือแค่มองคลื่นในทะเลที่ซัดสาดเข้าสู่ฝั่ง เราทำทุกสิ่งเหล่านี้เพราะเรารู้สึกว่า การกระทำนั้นทำให้เราอิ่มเอิบใจ เช่นเดียวกับท้องนาที่ต้องมีช่วงพักดินด้วยการปล่อยทิ้งไว้สักระยะ เพื่อให้ต้นข้าวงอกงามฉันใด การได้พักอย่างไม่ถูกขัดจังหวะย่อมให้ประโยชน์แก่เราฉันนั้น เราจึงต้องเคารพและให้เวลากับส่วนนั้นในชีวิต ที่เรียกหาบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งไม่ใช่ความว่างเปล่า และความเร้าอารมณ์อย่างตื้นเขิน”

จอห์น เลน

ผู้แต่งหนังสือ ความเงียบ เปิดพื้นที่เพื่อความสร้างสรรค์ (สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา)



"สวัสดี ความเงียบ"



Blog EntryจอมทำลายหนังสือApr 5, '08 10:55 AM
for everyone
อาทิตย์นี้เดินทางกลับบ้านครับ...
หลังจากที่ไม่ได้กลับมานานมาก

ปกติ จะส่งหนังสือกลับมาเก็บที่บ้าน เพราะที่ทางในห้องที่เช่านี้เล็กและคับแคบ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีกองนิตยสารกองโตตั้งแย่งพื้นที่ในห้องของผม

ที่บ้าน จะเก็บหนังสือในตู้กระจกใส นานวันเข้าหารู้ไม่ว่าภัยร้ายได้คืบคลานจากด้านหลัง ปลวกไต่ขึ้นมากินหนังสือซะยับเยิน กว่าจะรู้ตัวหนังสือก็สูญสลายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารสุดแสนรัก ที่สะสมไว้ a day ยุคแรกๆ, Open นี่ก็เป้นนิตยสารโคตรรัก, Bioscope พ็อกเก็ตบุค อีกหลายเล่ม

เรามาเห็นสภาพในวันที่ตู้หนังสือหายไป มีซากหนังสือบางเล่มหลงเหลืออยู่ ควันใต้หมวกมีร่องรอยทางเดินของปลวก การ์ตูน 20 century boy สุดรักนั่นก็แล้ว เห็นแล้วก็ได้แต่นั่งมองซากหนังสือด้วยความรู้สึก แค้นใจ เล็กๆ



...

...

...

ขอไว้อาลัยให้กับหนังสือที่สะสม




NOTE : มารู้จักปลวกเพิ่มขึ้นกันเถอะ



ปลวกตัวแรกของโลกถือกำเนิดเมื่อประมาณ 220 ล้านปีมาแล้ว การขุดพบซากฟอสซิลของปลวก โดย E.M. Bordy แห่งมหาวิทยาลัย Witwatersrand ในแอฟริกาใต้ทำให้นักชีววิทยาสัตว์ดึกดำบรรพ์รู้ว่าปลวกโบราณมีรูปร่างที่ละม้ายคล้ายคลึงแมลงสาบปัจจุบันมาก แต่มีขนาดเล็กกว่า และมีผิวอ่อนนุ่มกว่า ถึงแม้โลกทุกวันนี้มีปลวกมากกว่า 2,000 ชนิด แต่ก็มีเพียงไม่กี่ชนิดที่ชอบอาศัยอยู่ในเนื้อไม้ของอาคารบ้านเรือน ซึ่งนับเป็นภัยต่อที่อยู่อาศัย เพราะปลวกจะกัดกินสรรพสิ่งที่ทำด้วยไม้จนหมด และนั่นก็หมายความว่า เจ้าของบ้านจะต้องอพยพออกจากบ้านในที่สุด


นางพญาปลวกกับบริวารปลวก

ปลวกเป็นสัตว์สังคมที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง มันทำมาหากินและดูแลกันอย่างเป็นทีม ลักษณะนิสัยเช่นนี้ทำให้มนุษย์หรือสัตว์อื่นๆ ปราบปรามหรือกำจัดมันได้ยาก ดังนั้น เวลาจะสร้างบ้าน เจ้าของบ้านควรใช้วิธีฉีดสารเคมีตามรังของมันที่อาจอยู่ในตอไม้หรือเศษไม้ใต้ดินให้ทั่ว เพื่อจะได้มั่นใจว่าปลวกตายหมด เพราะเหตุว่ายากำจัดปลวกเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตซึ่งหมายถึงมนุษย์ด้วย ดังนั้น การพ่นยากำจัดปลวกจึงต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวังและสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องรอให้แมลงเม่า ซึ่งเป็นปลวกในระยะสืบพันธุ์ต้องบินว่อนออกมา เพราะถ้าถึงเวลานั้น ทุกอย่างที่เป็นชิ้นส่วนของบ้านก็ตกอยู่ในภาวะอันตรายเรียบร้อยแล้ว

การใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในจอมปลวก และใต้ดินทำให้เราไม่ได้ศึกษาธรรมชาติของปลวกอย่างใกล้ชิด จนทำให้คนหลายคนคิดว่าปลวกคือ มดขาว แต่ในความเป็นจริงปลวกและมดเป็นสัตว์คนละชนิดกัน เพราะมดเป็นสัตว์ในอันดับ Hymenoptera และปลวกอยู่ในอันดับ Isoptera ทั้งนี้เพราะปีกของมดสั้น และมีขนาดไม่เท่ากัน แต่ปีกของปลวกยาวและใหญ่เกินตัว อีกทั้งมีขนาดเท่ากันด้วย นอกจากความแตกต่างเรื่องปีกแล้ว สรีระส่วนที่เป็นเอวก็แตกต่างกัน คือมดมีเอว แต่ปลวกไม่มี และเวลามดตัวผู้ผสมพันธุ์กับราชินีมดแล้ว มันจะตายในเวลาต่อมาอีกไม่นาน ส่วนปลวกตัวผู้เมื่อได้เสพสมกับราชินีปลวกแล้ว มันจะช่วยกันสร้างอาณาจักรปลวกให้มีบริเวณเพียงพอสำหรับให้ลูกปลวกเจริญเติบโต เพราะราชินีปลวกที่เติบโตเต็มที่อาจมีลำตัวยาวตั้งแต่ 9-12 เซนติเมตร และเวลาตั้งครรภ์ มันจะเดินไปไหนมาไหนไม่ได้ ถึงกระนั้นมันก็ไม่อดอาหารตาย เพราะมันมีปลวกงานที่มีนิสัยขี้อายแต่ขยันขันแข็งเดินหน้าหาอาหารมาให้ราชินีของมันเสวยตลอดวัน และมันยังช่วยทำความสะอาดตัวให้ราชินีของมันด้วย โดยการเลียตามตัวตลอดเวลา และเมื่อราชินีปลวกวางไข่แล้ว ปลวกงานก็จะขนไข่ไปเรียงให้เป็นที่เป็นทาง และหาอาหารมาเลี้ยงปลวกอ่อนที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ด้วย นักชีววิทยายังพบอีกว่า ปลวกบางชนิดรู้จักทำสวนรา ซึ่งให้ cellulose อันเป็นอาหารโปรดของมัน โดยมันจะขนใบหญ้าใบไม้มาวางกองจนใบไม้กลายสภาพเป็นรา อนึ่งราที่กำลังเจริญเติบโต มันจะคายไอน้ำออกมา ทำให้ความชื้นของบรรยากาศในรังอยู่ที่ระดับพอดีด้วย

ส่วนราชาปลวกนั้น ไม่ต้องทำมาหากินใดๆ เพราะอาณาจักรปลวกได้กำหนดหน้าที่หาอาหารให้ปลวกงานทำแล้ว มันจึงมีหน้าที่อย่างเดียวเท่านั้น คือสืบพันธุ์กับราชินีปลวกในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นยามที่ศัตรูปลวกอันได้แก่ มด แมลงเต่าทอง ตัวต่อ กิ้งก่า ตะกวด ตะขาบ และคนนอนหลับพักผ่อน ทำให้ประสิทธิภาพในการสร้างปลวกอ่อนของมันไม่ถูกกระทบกระเทือน